เนื่องจากมีเพื่อนๆ แจ้งกลับมาพอสมควรว่าอยากอ่านบทความเฉพาะด้านการทำงานของผม หมายถึงด้านการสร้างรายได้นะครับ ผมจึงคิดว่าจะทยอยรวบรวม และเรียบเรียงเป็นบทความให้ใหม่ ช่วงนี้งานมาก รอสักระยะหนึ่งนะครับ

ขอบคุณมากครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
55-03-04

A8 : ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจาก Q.A. Engineer มาเป็น Sales Representative

สวัสดีครับ ทุกคน เกี่ยวกับเรื่องงานในสายอาชีพของการเป็น Sales ผมอยากจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มาถ่ายทอดความรู้สึกถึงอาชีพนี้ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าง่าย ขายง่าย คอมมิชั่นดี มีเงิน คือมองในแง่ดีครับ แต่บางคนอาจมองว่ายาก ไม่รู้ว่าจะขายอย่างไร ไม่มั่นคง มาทำทำไม อาชีพนี้

ผมจำได้ว่า ก่อนที่ผมจะสอบวิทยานิพนธ์ ผมก็เหมือนเพื่อนๆ คือเริ่มสมัครงาน และก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ และผมก็ได้งาน เป็นคนแรกๆ ในรุ่นเลยครับที่ได้งาน ทั้งๆ ที่ผมเกรดเฉลี่ยไม่มาก ประมาณ 2.24 เท่านั้น ผมถือว่า ขณะเรียนที่บางมด (สจธ.) ผลการเรียนของผมค่อนข้างผาดโผน หวาดเสียว สนุก มันส์มาก ผมมีเกรดทุกระดับครับ คือ A, B, C, D, F-1 ตัว, W-1 ตัว เรียกว่า ผลการเรียนของผม เป็นที่สนใจกับ ผู้สัมภาษณ์งานแทบทุกที่ เพราะจะถูกตั้งเป็นคำถามทุกที่ แต่ผมภูมิใจกับผลการเรียนของผมมาก เพราะเป็นผลการเรียนตามศักยภาพที่จำกัด และส่วนใหญ่ผมจะทราบผลว่าควรจะอยู่ระดับไหน ที่สำคัญถึงผมจะมี F ติดอยู่ ผมก็จบตามหลักสูตร (เรื่องนี้ ผมขอไปพูดถึงอย่างละเอียดที่ Blog : Porraya no iken dezu. ครับ เดี๋ยวจะนอกเรื่อง)

ผมไม่ได้เข้าทำงานที่ บริษัทญี่ปุ่นชื่อดังแห่งนี้ครับ ( บ. ซูมิโตโม ประเทศไทย) ด้วยเหตุผลที่งี่เง่ามากๆ สำหรับผม แค่เป็นเหตุผลอันสมควร ของผู้ว่าจ้าง ผมเสียใจมาก เพราะผมควรได้ทำงานที่นี่ด้วยเหตุผลที่ว่า

1. ผมชอบค้าขาย ผมขายของตั้งแต่อยู่ ป.5 เฝ้าร้านคนเดียวบ่อยๆ อาชีพนักขายน่าจะเหมาะสมกับผมมากที่สุด

2. บ. ซูมิโตโม ประเทศไทย อยู่ใกล้บ้านผมมาก ห่างกันแค่ 3 ป้ายรถเมล์พอดี พอดี ทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

3. ผมได้เงินเดือนถึง 12,000 บาท ซึ่งมากพอๆ กับวิศวกรในโรงงาน มีค่าคอมมิชชั่น ทำให้มีโอกาสเพิ่มรายได้ในแต่ละเดือน

4. บริษัทฯ มีรถยนต์ให้ขับ ซึ่งทำให้ผมไม่ต้องซื้อรถเอง ไม่ต้องเสียเงิน หรือเสี่ยงกับความเสียหายของรถ

5. งานที่ต้องทำ น่าท้าทาย มีเรื่องให้ต้องศึกษาอีกมาก

แต่เพราะความไว้ใจเพื่อนร่วม project จึงทำให้ผมจบช้าไปอีก 2 เดือน ทำให้บริษัทฯ ให้เหตุผลไม่รับผมเข้าทำงาน ตามที่ได้ตกลงกัน เพราะผมไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง แล้วจะมีความรับผิดชอบต่องานที่จะทำได้อย่างไร ตอนนั้นผมเจ็บใจตัวเองมากที่ไว้ใจเพื่อนที่ไร้ความรับผิดชอบ (ผมหวังว่า เพื่อนคนนั้นคงได้มีโอกาสอ่านบทความนี้ จะได้รู้ว่า ทำผิดต่อผม เพราะความเห็นแกตัวของเธอ ขอย้ำอีกครั้งผมชื่อปรีดา ลิ้มนนทกุล ซึ่งมีนามสกุลเดิมว่า โรจน์บัวทอง)

ผมเก็บความรู้สึกที่อยากจะเป็น " Sales Engineer " ไว้ แล้วตั้งหน้าตั้งตารีบทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ จากนั้นผมยังคงเสียใจกับความผิดหวังอยู่ แต่คงไม่มีใครรู้ เพราะผมไม่ได้แสดงออกอะไร ผมสมัครงานตามกระแส ผมจบฟิสิกส์ (ประยุกต์) อาชีพยอดฮิตคือ Q.A. Engineer ผมได้งานที่ บ. TDK - Thailand บนความแปลกใจของเพื่อนๆ เพราะผมเกรดเฉลี่ยต่ำ ในขณะที่ในรุ่นเดียวกันที่ไปสอบสัมภาษณ์นั้น มีทั้ง 2.80 - 3.20

ผมหาคำตอบมาให้เพื่อน และอยากจะบอกน้องๆ ที่จะจบใหม่ว่า สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น คนเก่งไม่สำคัญ สำหรับองค์กรของเขา แต่เขาต้องการคนที่เหมาะสมไปอยู่ในระบบของเขามากกว่า ดังนั้นผมจึงได้รับเข้าทำงานด้วยเหตุผลที่ว่า

1. เขามองว่าผมไม่ได้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มากจนเกินไป คือมีในระดับที่เหมาะสม ต่างกับเพื่อนที่เรียนเก่งมาก จะมีความมั่นใจสูง

2. ผมมีบุคลิกที่อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ ซึ่งเป็นบุคลิกของคนญี่ปุ่น

3. ในสมัยมัธยมปลาย 3 ปีผมได้เรียนภาษาญี่ปุ่น จบระดับประถม 6 (ถ้าจำไม่ผิด ถ้าผิดก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย) หลักสูตร " โยมิคาตะ " ที่ รร.โยธินบูรณะคนญี่ปุ่นจึงมองว่า ผมได้ยอมรับในวัฒนธรรมของเขาแล้ว ข้อนี้สำคัญมาก ดังคำกล่าวยอดฮิตที่ว่า " เรียนรู้ภาษา คือการเรียนรู้วัฒนธรรม "

4. ไม่ค้องเรียนเก่งก็ได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เขาจะถ่ายทอดให้

5. น้อยที่จะดูผลการเรียนอย่างละเอียด แต่บางรายวิชาของผมก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน

ผมทำงานที่นี่ได้ 3 เดือน ผมรู้สึกว่า ผมไม่เหมาะกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ในโรงงาน ไม่ใช่ว่าที่ TDK ไม่ดี แต่เพราะผมไม่เหมาะกับทั้งที่ TDK หรือทุกโรงงานมากกว่า เมื่อครบ 3 เดือนผมจึงขอลาออก ซึ่งคนญี่ปุ่น เรียกผมคุยตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ซึ่งช่วงบ่ายต้องใช้ล่าม และให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมาช่วยพูด เพราะนายญี่ปุ่นวางแผนให้ผมไปญี่ปุ่น 6 เดือนไว้แล้ว และพอใจกับผลงานใน 3 เดือนที่ผมทำ จึงคุยกันนานหน่อย

ผมถูกต่อว่าจาก ผจก.ฝ่ายบุคคล ว่าการลาออกคราวนี้ ทำให้มีผลต่อความคิดของคนญี่ปุ่นว่า " คนไทยไม่รับผิดชอบ " ซึ่งผมก็ยอมรับกับคำต่อว่านี้ ผมลุ้นในใจตลอดเวลาครับ ไม่ให้ ผจก. หรือไม่ว่าใครก็ตามมาพูดว่า " คุณทำให้ รุ่นน้องของคุณลำบาก ทำให้บางมดเสียชื่อ " เพราะถ้ามีคำพูดในลักษณะนี้ออกมา ผมจะตัดสินใจอยู่ต่อทันที ผมรักบางมด

ผมถูกต่อว่าจากหลายๆ คนที่ใกล้ชิด ว่าลาออกแบบไม่มีการวางแผน หมายถึง ควรได้งานที่ใหม่ก่อนถึงจะลาออก ผมไม่ทำอย่างนั้แน่นอน เพราะจะเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป นี่เป็นนิสียของผม ดูจะบ้าระห่ำเกินไป แต่ผมเปลี่ยนตัวเองไม่ได้

ใช่แล้วครับ ผมอยากเป็น Sales อะไรก็ได้ สินค้าอะไรก็ได้ แล้วผมก็สมใจ ผมทิ้งเงินเดือน 12,000 บาท มาเริ่มอาชีพ Sales Representative เกี่ยวกับระบบน้ำ ที่เงินเดือน 7,500 บาท เพราะไม่ใช่ฤดูรับพนักงาน จึงเลือกมากไม่ได้ แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ผมถือว่าผมโชคดีที่ได้มาฝึกความเป็นระเบียบในการเป็นนักขายที่นี่ (ถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จะเรียกว่า " เขี้ยว ") ผู้จัดการที่นี่ได้ให้มุมมองสำคัญหลายข้อกับผม ซึ่งผมจดจำและใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นการย้ำความคิดของผมถึง " การไม่ยอมแพ้ "

เหตุการณ์ประทับใจคือ มีลูกค้ารายหนึ่งเป็นรายใหญ่ มีมูลค่างาน 10 ล้านกว่าบาท ลูกค้าบอกว่า เขาตัดสินใจแล้ว เขาเลือกคู่แข่ง ผจก. ของผมบอกผมกับ Sales คนอื่นว่า " เรายังไม่เห็น P/O (ใบสั่งซื้อ) เรายังมีโอกาส ถ้าเราเห็น P/O แล้วแต่ยังไม่เริ่มติดตั้งระบบ เราก็ยังมีโอกาส " คืนนั้นเธอไปคุยกับลูกค้าถึง 3 ทุ่มกับผู้ใหญ่ในบริษัทอีกหลายคน และตอนเช้า ผจก. ของผมก็บอกว่า " บริษัทฯ ของเราได้งาน " ผมประทับใจมาก ผมดีใจกับแผนกของเรา ผมดีใจกับบริษัท

ครับ ใช่แล้วครับ ผมตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจาก Q.A. Engineer มาเป็น Sales Representative

ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงรู้สึกดีมากที่เลือกอาชีพ Sales เพราะในขณะที่ผมเป็นผู้ทุพพลภาพอยู่นี้ ผมใช้ประสบการณ์ของการเป็น Sales อย่างเต็มที่จริงๆ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : July 4, 2007

15 comments:

  1. ขอบคุณมากนะครับ สำหรับบทความดีๆที่คุณ post ไว้ให้สำหรับน้องๆรุ่นหลังๆได้อ่าน เป็นทั้งข้อคิดและกำลังใจที่ดีในการทำงาน ซึ่งตัวผมเองก็จะผ้นตัวเองจาก IT officer เป็น Sales Representative เช่นเดียวกันครับ และก็หวังว่าตัวเองจะทำงานในหน้าที่นี้ให้ได้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเรานั้นไม่ได้ห่วยแตกอย่างที่เขาว่า
    ปู
    weerayut_th@hotmail.com

    ReplyDelete
  2. เข้ามาอ่านเป็นครั้งที่สองแล้วครับ
    เป็นกำลังใจให้เฮียเสมอ ไม่เคยลืมครับ
    ขอให้เฮียสู้ๆ นะครับ

    เบอร์โทรน้องคือ 084-7188-484
    email: rising_of_lotus@hotmail.com
    ถ้าเฮียมีอะไรให้น้องช่วยทำอะไร หรือ ให้น้องวิ่งไปไหน
    ขอให้เฮียโทรมานะครับ

    น้องเอ

    ถ้าเฮียโทรมาให้น้องช่วย น้องจะดีใจมากๆครับ

    ReplyDelete
  3. ว้าว รุ่นพี่เราเจ๋งจิง ฟิสกสของเรายิ่งใหญาจิงๆๆ

    ภูมิใจมากมายคะ

    จากน้องรุ่น 30 บางมด

    sushisung@hotmail.com

    ReplyDelete
  4. คุณใช้ชีวิตได้คุ้มจริงๆ

    ReplyDelete
  5. เป็นเด็กบางมดเหมือนกันค่ะ ชอบบทความของพี่มาก
    ตอนนี้กำลังจะจบแล้ว ได้งานSale eng
    แต่เหมือนที่บ้านอยากให้ทามงานprocess ที่มันมั่นคงไม่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนมากกว่า
    แต่ตัวเองเปนคนไม่เก่ง แต่มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบพูดคุย ชอบขายของ
    เลยไม่รุ้จะตัดสินใจอย่างไรดี พี่ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมค่ะ

    ReplyDelete
  6. โทรคุยกันดีกว่าไหมครับ 086-314-7866 ครับ

    ReplyDelete
  7. สุดยอดคับพี่

    ผม ฟิสิก บางมดรุ่น 32 คับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ตอนนี้ผมกำลังอยากจะเปลี่ยนงานจาก Production Engineer ไปเป็น Sale Engineer พอดีเลยคับ

      Delete
    2. ยินดีครับ หากมีอะไรจะพูดคุยกัน ก็โทรมาได้ครับ 086-314-7866

      Delete
  8. พี่ครับ ผมอ่านรู้สึกมั่นใจตัวเองมากขึ้น

    ตอนนี้ผมได้งานsale engineer กับ งานบริษัทชื่อดัง Instrument engineer

    ทางบ้านเเนะนำให้ทำงาน Instrument engineer หมดเลย ผมเริ่มโลเล

    เเต่พอมาอ่านบทความพี่ มันทำให้ผมรู้ง่า ใช่คับ ถูกเเล้วคับ ผมชอบงานขายมากกว่างานจำเจ

    ผมอาจจะโทรไปปรึกษาพี่มั้งนะครับ รบกวนด้วย

    ReplyDelete
    Replies
    1. ยินดีครับ 086-314-7866

      Delete
  9. พรุ่งนี้จะไปสัมภาษณ์งาน sales engineering ค่ะ มาอ่านบล็อกพี่แล้วเป็นแรงบันดาลใจค่ะ บางมดๆ :)

    ReplyDelete
    Replies
    1. สู้ๆ ครับ บางมดๆๆๆ เป็นกำลังใจให้ครับ ตามความฝันอย่าหยุดนะครับ

      Delete
    2. สรุปได้งานแล้วค่ะพี่ มีอะไรแนะนำหนูด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

      Delete
    3. สะดวกก็โทรหาพี่เอาเองนะ 086-314-7866

      Delete